หน้าเว็บ

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อบเชยจีนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

อบเชยจีน(Cassia)

ชื่อวงศ์(Family name) : Lauraceae
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum Cassia Presl.

เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน และมีการปลูกแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียทางใต้ และตะวันออก เช่นประเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ลาว ไต้หวัน และเวียดนาม(1)

อบเชยจีนเป็นหนึ่งในเครื่องเทศสกุล Cinnamomum ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันกับเครื่องเทศซินนามอน(Cinnamon) หรือ อบเชย(ที่นิยมใส่ในกาแฟ โกโก้ หรือ ขนมอบบางชนิด) โดยอบเชย หรือ ซินนามอนมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum Zeylanicum  ซึ่งในต่างประเทศมีการเรียกอบเชยจีนว่า Cinnamon มากกว่าใช้คำว่า Cassia

อบเชยจีนได้ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณของจีน โดยเป็นสมุนไพร 1 ใน 50 สมุนไพรพื้นฐานของจีน(1)

องค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญที่พบในเปลือกอบเชยจีน(2)

ซินนามัลดีไฮด์(Cinnamaldehyde) 2.82-0.92%, กรดซินนามิก(Cinnamic acid) 0.15-0.03% และอื่นๆ เช่น ซินนามิลอัลกอฮอล์(Cinnamyl alcohol)

คุณสมบัติที่สำคัญในการป้องกันและรักษาโรค

ต้านเบาหวาน

คุณสมบัติเด่นของอบเชยจีนคือความสามารถในการลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยมีการศึกษามากมายที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าสามารต้านโรคเบาหวานได้ เช่นมีการศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบไม่พึ่งอินซูลิน(non insulin dependent diabetes mellitus:NIDDM) หรือผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่2 โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 6 กลุ่ม 3 กลุ่มแรกได้รับอบเชยจีนในปริมาณ 1, 3 และ 6 กรัม ส่วนอีก 3 กลุ่มที่เหลือได้รับยาหลอก(Placebo) เป็นเวลา 40 วัน พบว่าทั้ง 3 กลุ่มที่ได้รับอบเชยจีนมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 18-29% ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกไม่มีการเปลี่ยนแปลง(3)  เช่นเดียวกับอีกการศึกษาหนึ่งคือ แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มทดลองได้รับอบเชยจีนในปริมาณวันละ 8 กรัม เป็นเวลา 40 วัน ส่วนอีกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีการลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดทั้งหลังอดอาหาร 8 ชม.(Fasting blood sugar) และหลังมื้ออาหาร(Post prandial blood sugar)อย่างมีนัยสำคัญ(ตามตารางด้านล่าง) ส่วนกลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ(4)


เริ่มต้น
20 วัน
40 วัน
ระดับน้ำตาลภายหลังอดอาหาร 8 ชม.(mg/dl)
148.73
134.0
120.66
ระดับน้ำตาลภายหลังมื้ออาหาร(mg/dl)
187.66
172.93
163.6


ต้านอักเสบ

สารสกัดอบเชยจีนด้วยน้ำมีคุณสมบัติในการต้านอักเสบที่เกิดจากการทำงานของภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป เช่นการแพ้ที่ผิวหนังอย่างรุนแรง(passive cutaneous anaphylaxis), หลอดเลือดอักเสบที่ผิวหนัง(cutaneous vasculitis), ภาวะไตอักเสบ(nephrotoxic serum nephritis), การอักเสบบวมแดงเฉพาะที่(arthus reaction)(5) ซึ่งกลไกในการต้านอักเสบส่วนหนึ่งอาจมาจากความสามารถในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ของเซลล์ภูมิคุ้มกัน(6)

ต้านอนุมูลอิสระ

สารสำคัญในอบเชยจีนมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง(7)

ต้านมะเร็ง

  • มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการตาย(Apoptosis)ของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว(5), มะเร็งปากมดลูก(8)
  • มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งได้แก่ เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งผิวหนัง(5)
  • สามารถยับยั้งการเจริญ(Antiproliferative) และกระตุ้นการตายเซลล์มะเร็งตับ(9)


ต้านแผลในกระเพาะอาหาร

พบว่าสามารถบรรเทาการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในหนูทดลองซึ่งกลไกการทำงานยังไม่แน่ชัดแต่อาจเกี่ยวข้องกับการหลั่งเมือกของกระเพาะที่ถูกกระตุ้นโดยเซโรโทนิน(5)

ลดระดับไขมัน และคลอเรสเตอรอลในเลือด

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่าสามารถเพิ่มคลอเรสเตอรอลชนิดที่ดี(HDL) และลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้ และจากการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานพบว่านอกจากจะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้วยังช่วยปรับระดับไขมันต่างในเลือดให้ดีขึ้นโดยลดระดับคลอเรสเตอรอลรวม คอลเรสเตอรอลชนิดเลว(LDL) และไตรกลีเซอร์ไรด์ได้(5,3)

ต้านจุลชีพ

น้ำมันหอมระเหยในอบเชยจีนมีความสามารถในการต้านจุลชีพได้แก่ แบคทีเรีย(10,11), เชื้อรา และยีสต์(11) และยังสามารถยับยั้งการเจิรญ และกิจกรรมของแบคทีเรีย Helicobactor pyroli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะอาหาร(12)

สามารถใช้รักษาโรคบิดเฉียบพลันได้โดยจากการศึกษาในประเทศจีนให้ผู้ป่วยรับประทานอบเชยจีน 1.2-1.5 กรัม ติดต่อกัน 2 ครั้งโดยแต่ละครั้งห่างกัน 1 ชม. และหลังจากนั้นให้รับประทานอีกติดต่อกัน 3 ครั้งโดยครั้งนี้ห่างกัน 2 ชม.(15)

ต้านไวรัส

จากการศึกษาพืชสมุนไพรที่ใช้ในอินเดีย 69 ชนิดพบว่าสารสกัดจากเปลือกอบเชยจีน(Cinnamomum cassia) และผลโคกกระออม(Cardiospermum helicacabumมีความสามารถในการต้านไวรัส HIV ได้ดีที่สุด(13) และยังมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่นไข้หวัดใหญ่(14)

ต้านซึมเศร้า และช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง(5)


ลดความดันโลหิต(5)


การนำไปใช้ในการแพทย์แผนโบราณ

อบเชยจีนมีรสเผ็ดอมหวาน มีฤทธิ์ร้อน บำรุงธาตุไฟในระบบไต ม้าม หัวใจ และตับ(2) มักใช้ในการรักษาโรคหวัด, ลดไข้, ท้องเสีย, โรคอาหารไม่ย่อย(dyspepsia), โรคกระเพราะอาหารอักเสบ(gastritis), เลือดไหลเวียนไม่ดี และโรคที่มีการอักเสบต่างๆ(5,9)

การแพทย์แผนจีนใช้ 1-4.5 กรัม ต้มน้ำดื่ม(15)

ความเป็นพิษ

อบเชยจีนจัดเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้างปลอดภัยถ้ารับประทานในปริมาณที่ใช้ในอาหาร อาหารเสริม หรือยาสมุนไพร แต่ถ้ารับประทานในปริมาณมากๆ หรือไม่ได้รับประทานตามคำแนะนำจากฉลาก หรือ แพทย์ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในบางคน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับเนื่องจากในอบเชยจีนมีสารคูมาริน(Coumarin) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตับ

คูมารินแท้จริงแล้วจัดเป็นยาและมีการใช้รักษาในผู้ป่วย เช่น โรคมะเร็ง การติดเชื้อ อาการบวมน้ำ และโรคอ่อนเพลียเรื้อรังเป็นต้น ปริมาณการใช้มีตั้งแต่ 25 มก. ไปจนถึง 2000 มก.(2กรัม) ต่อวัน ซึ่งพบว่าเกิดผลเสียต่อตับบ้างในผู้ป่วยบางร้าย เช่นจากการใช้คูมารินให้ผู้ป่วยในปริมาณ 100 มก.ต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน แล้วตามด้วย 50 มก. เป็นเวลา 2 ปีพบว่ามีผู้ป่วยที่มีปัญหาที่ตับ 0.37% (16)

สำหรับเปลือกอบเชยจีนจะมีปริมาณคูมารินอยู่ประมาณ 0.26-0.03%(2)  ถ้าคำนวณที่ปริมาณการใช้คูมารินเป็นยาที่ 50 มก. จะเทียบเท่ากับอบเชยจีนปริมาณ 19-170 กรัม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการได้รับในปริมาณนี้ในระยะเวลายาวๆอาจมีปัญหาต่อตับได้ แต่อย่างไรก็ดีปริมาณข้างต้นเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูงกว่าปริมาณที่ใช้ในอาหาร หรือยาสมุนไพรทั่วไป

เนื่องจากคูมารินสามารถพบได้ในอบเชย(ทั้งซินนามอน และอบเชยจีน) เพื่อเป็นแนวทางในการไม่ให้ได้รับคูมารินมากเกินไปองค์การความปลอดภัยของอาหารยุโรป(European Food Safety Authority) ได้กำหนดปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ต่อวัน(Tolerable Daily Intake: TDI)ในระยะยาว(ตลอดชีวิต) ของคูมาริน คือ 0.1 มก.ต่อ น้ำหนักตัว 1 กก.(17) ถ้าลองคำนวณที่น้ำหนักตัว 50 กก. หมายความว่าจะสามารถรับคูมารินได้ที่ 5 มก.ต่อวัน ซึ่งจะมาจากเปลือกอบเชยจีนประมาณ 2-17 กรัม ซึ่งเป็นช่วงปริมาณที่ใช้ในอาหาร อาหารเสริม หรือยาสมุนไพรตามปรกติ

ค่า LD50 ในการให้สารซินนามิกอัลดีไฮด์ทางปากกับหนูคือ 2225 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.(2)

ค่า LD 50 ในการให้สารสกัดด้วยน้ำทางปากกับหนูถีบจักรโดยมีปริมาณเทียบเท่าผงยาคือ 120 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.(15)

หมายเหตุ LD50 ปริมาณสารที่ทำให้สัตว์ทดลองจำนวนครึ่งหนึ่งตาย

ท้ายนี้ขอกล่าวว่าสมุนไพรเป็นพืชที่มีสรรพคุณในทางยาในการเลือกรับประทานขอให้เลือกรับประทานจากแหล่งที่มีการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรือ กระทรวงสาธารณสุข และควรรับประทานตามคำแนะนำตามฉลาก หรือควรศึกษาข้อมูล และปรึกษาผู้เชียวชาญเฉพาะด้านก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย

ที่มาของข้อมูล
  1. Wikipedia. (2013). Cinnamomum Cassia (Online). Available : http://en.wikipedia.org/wiki/Cinnamomum_cassia
  2. Nguyen Kim Dao, (2003). Chinese Cassia. In Cinnamon and Cassia: The Genus Cinnamomum (ed. P. N. Ravindran, K Nirmal-Babu, M Shylaja) pp. 156-184. CRC Press.
  3. Khan, A., Safdar, M., Khan, M. M. A., Khattak, K. N., & Anderson, R. A. (2003). Cinnamon improves glucose and lipids of people with type 2 diabetes.Diabetes care, 26(12), 3215-3218.
  4. Soni, R., & Bhatnagar, V. (2009). Effect of Cinnamon (Cinnamomum Cassia) intervention on Blood Glucose of Middle Aged Adult Male with Non Insulin Dependent Diabetes Mellitus (NIDDM). Studies on Ethno-Medicine, 3(2), 141-144.
  5. Shen, Y., Jia, L. N., Honma, N., Hosono, T., Ariga, T., & Seki, T. (2012). Beneficial Effects of Cinnamon on the Metabolic Syndrome, Inflammation, and Pain, and Mechanisms Underlying These Effects-A Review. Journal of Traditional and Complementary Medicine, 2(1), 27.
  6. Lee, H. S., Kim, B. S., & Kim, M. K. (2002). Suppression effect of Cinnamomum cassia bark-derived component on nitric oxide synthase. Journal of agricultural and food chemistry, 50(26), 7700-7703.
  7. Jang, H. D., Chang, K. S., Huang, Y. S., Hsu, C. L., Lee, S. H., & Su, M. S. (2007). Principal phenolic phytochemicals and antioxidant activities of three Chinese medicinal plants. Food chemistry, 103(3), 749-756.
  8. Koppikar, S. J., Choudhari, A. S., Suryavanshi, S. A., Kumari, S., Chattopadhyay, S., & Kaul-Ghanekar, R. (2010). Aqueous cinnamon extract (ACE-c) from the bark of Cinnamomum cassia causes apoptosis in human cervical cancer cell line (SiHa) through loss of mitochondrial membrane potential. BMC cancer, 10(1), 210.
  9. Ng, L. T., & Wu, S. J. (2011). Antiproliferative activity of Cinnamomum cassia constituents and effects of pifithrin-alpha on their apoptotic signaling pathways in Hep G2 cells. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine,2011.
  10. Chaudhry, N. M. A., & Tariq, P. E. R. W. E. E. N. (2006). Anti-microbial activity of cinnamomum cassia against diverse microbial flora with its nutritional and medicinal impacts. Pakistan Journal of Botany, 38(1), 169.
  11. Ooi, L. S., Li, Y., Kam, S. L., Wang, H., Wong, E. Y., & Ooi, V. E. (2006). Antimicrobial activities of cinnamon oil and cinnamaldehyde from the Chinese medicinal herb Cinnamomum cassia Blume. The American journal of Chinese medicine, 34(03), 511-522.
  12. Tabak, M., Armon, R., & Neeman, I. (1999). Cinnamon extracts’ inhibitory effect on< i> Helicobacter pylori</i>. Journal of ethnopharmacology, 67(3), 269-277.
  13. Premanathan, M., Rajendran, S., Ramanathan, T., Kathiresan, K., Nakashima, H., & Yamamoto, N. (2000). A survey of some Indian medicinal plants for anti-human immunodeficiency virus (HIV) activity. The Indian journal of medical research, 112, 73.
  14. Hayashi, K., Imanishi, N., Kashiwayama, Y., Kawano, A., Terasawa, K., Shimada, Y., & Ochiai, H. (2007). Inhibitory effect of cinnamaldehyde, derived from Cinnamomi cortex, on the growth of influenza A/PR/8 virus< i> in vitro</i> and< i> in vivo</i>. Antiviral research, 74(1), 1-8.
  15. กรมพัฒณาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, (2551). อบเชยจีน. ใน คู่มือการใช้สมุนไพรไทย-จีน. (เย็นจิตร เตชะดำรงสิน, บรรณาธิการ). หน้า 206-208. กรุงเทพฯ : สำนักงานกิจการโรงพิม องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์
  16. European Food Safety Authority. (2008). Coumarin in flavourings and other food ingredients with flavouring properties. The EFSA Journal 793, 1-15
  17. AFC, 2004; AFC; Opinion of the scientific panel on food additives,flavourings, processing aids and materials in contact with food (AFC) on a request from the Commission related to Coumarin. EFSA Journal, 104 (2004), pp. 1–36.

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กานพลูเพื่อสุขภาพ


กานพลู (Clove)


ชื่อวงศ์(Family name) : Myrtaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (L.) Merr. et Perry.

กานพลูเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย(1) โดยมีการนำไปใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหารจึงเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วโลก พบว่ามีการปลูกันในเชิงพาณิชย์ในประเทศอินเดีย มาดากัสการ์ ศรีลังกา บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และทางตอนใต้ของจีน (2)

องค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญที่พบในกานพลู


ส่วนประกอบที่สำคัญในการพลูคือน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีปริมาณมากกว่า 20% โดยชนิดน้ำมันหอมระเหยที่พบมากที่สุดคือ ยูจีนอล(49.7% ของน้ำมันหอมระเหยทั้งหมด) นอกนั้นจะเป็น caryophyllene, benzene,1-ethyl-3-nitro และ benzoic acid,3-(1-methylethyl)(2)

คุณสมบัติที่สำคัญในการป้องกันและรักษาโรค(3)


ต้านออกซิเดชั่น
  • ลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน และเพิ่มระดับกลูต้าไธโอนในเนื้อเยื้อในหนูทดลองที่ให้รับประทานอาหารไขมันสูง
  • มีประสิทธิภาพในการต้านออกซิเดชั่นสูงกว่าวิตามินอี


ต้านจุลชีพ
  • น้ำมันกานพลูมีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียได้ถึง 25 ชนิด รวมถึงแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดฟันผุ
  • สามารถต้านเชื้อรา ได้แก่ แคนดิดา(Candida) แอสเปอจิรัส(Aspergillus) และ เชื้อราที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง
  • ต้านไวรัสโรคเริม โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (cytomegalovirus) ซึ่งมีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกด้วย


ลดการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือด

ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ

ต้านมะเร็ง ป้องกันมะเร็ง และมีความจำเพาะในการเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง

การนำไปใช้ในการแพทย์แผนโบราณ(3)


ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษาฟันผุ โรคที่เกี่ยวกับกระเพาะ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง ระงับปวด ปวดอักเสบ

แก้ท้องเสีย โดยใช้กานพลู 4 กรัม ต้มในน้ำ 3 ลิตร จนกระทั้งน้ำระเหยไปครั้งหนึ่งแล้วดื่มจนหมดอาการท้องร่วงจะค่อยๆดีขึ้น

เคี้ยวกานพลู กับ เกลือจะบรรเทาอาการระคายคอ และไอ เนื่องจากคอหอยอักเสบ

เป็น 1 ใน 3 ของพิกัดตรีพิษจักร คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร 3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ และกานพลู(4)

การศึกษาความเป็นพิษ(5)


จากการศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักรของสารสกัด 50% แอลกอฮอล์จากดอกกานพลู พบว่าค่า LD50 มีค่ามากกว่า10กรัม/กิโลกรัม เมื่อให้โดยการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

ที่มา

  1. Wikipedia. (2013). Clove (online). Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Clove [2013, October 3]
  2. Bhuiyan, M. N. I., Begum, J., Nandi, N. C., & Akter, F. (2010). Constituents of the essential oil from leaves and buds of clove (Syzigium caryophyllatum (L.) Alston). African Journal of Plant Science, 4(11), 451-454.
  3. Kumar, P., P. Jaiswal, V.K. Singh and D.K. Singh, 2011. Medicinal, therapeutic and pharmacological effects of Syzygium aromaticum (Laung). Pharmacologyonline, 1: 1044-1055.
  4. http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=18
  5. มงคล โมกขะสมิต, กมล สวัสดีมงคล, ประยุทธ สาตราวาหะ. การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย. ใน: ปราณี ชวลิตธำรง, ทรงพล ชีวะพัฒน์, เอมมนัส อัตตวิชญ์ (คณะบรรณาธิการ). ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยาของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2546.

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

จันทน์เทศเพื่อสุขภาพ

จันทน์เทศ (Nutmeg)


ชื่อวงศ์(Family name) : Myristicaceae

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Myristica fragrans Houtt.


จันทน์เทศเป็นพืชที่ให้เครื่องเทศที่เป็นที่รู้จักกันดี 2 ชนิดคือ ลูกจันทน์(nutmeg)ซึ่งเป็นส่วนของเมล็ด และ ดอกจันทน์(mace)ซึ่งเป็นส่วนเยื้อหุ้มเมล็ด
pic from http://botit.botany.wisc.edu/

จันทน์เทศมีถิ่นกำเนิดจากหมู่เกาะโมลุกกะ และหมู่เกาบันดาในประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันปลูกมากในประเทศอินโดนีเซีย, อินเดียแถบตะวันตก และศรีลังกา

องค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญที่พบในจันทน์เทศ

  • อนุพันธ์ของเอคิลเบนซีน (Alkyl benzene derivatives) ได้แก่ ไมริสทิซิน(Myristicin), อีรีไมซิน(Eremicin) และ ซาฟโรล(Safrole)
  • เทอร์พีน ได้แก่ อัลฟาไพนีน(alpha-pinene) และ เบต้าไพนีน(Beta-pinene)
  • กรดไขมัน ไมริสติก (Myristic acid)
  • ไขมันไตรไมริสติน (Trimyristin)
ลูกจันทน์เทศมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 10%

คุณสมบัติในการป้องกัน และรักษาโรค

ต้านจุลชีพ

สามารถต้านได้ทั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค และเชื้อที่ทำให้อาหารเสีย รวมถึงเชื้อที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะ คือเชื้อ Helicobactor pyroli นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการต้านไวรัส เช่น โรต้าไวรัส ซึ่งเป็นโรคท้องร่วงที่พบในเด็ก

ลดระดับไขมัน และระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด

จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดจากลูกจันทน์สามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด และยังช่วยป้องกันไขมันเกาะตับ หัวใจ และผนังหลอดเลือดได้

มีฤทธิ์ต้านซึมเศร้า

พบว่าสามารถต้านอาการซึมเศร้าได้ในสัตว์ทดลอง โดยดูเหมือนว่าสารสกัดจากลูกจันทน์จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารสื่อประสาทในสมอง

กันชัก

พบว่าสารสกัด และน้ำมันหอมระเหยจากลูกจันทน์ สามารถยับยั้งการชักในสัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการชักได้

ต้านเบาหวาน

ลิกแนนที่พบในดอกจันทน์มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการตอบสนองของอินซูลินให้ดีขึ้น นอกจากนี้มีการศึกษาสารสกัดลูกจันทน์ด้วยน้ำในหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวาน พบสามารถลดการถูกทำลายของดีเอ็นเอเนื่องจากโรคเบาหวานได้

เสริมพลังเพศ

พบว่าสัตว์ทดลองที่ได้รับสารสกัดจากลูกจันทน์เข้าไปจะเพิ่มกิจกรรมทางเพศมากขึ้นโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ทำลายเซลล์มะเร็ง

สารไมริสทิซินในลูกจันทน์มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งได้

เพิ่มความจำ

พบว่าสารสกัดจากลูกจันทน์เพิ่มความสามารถในการจำ และการเีรียนรู้ในสัตว์ทดลองได้

ต้านอนุมูลอิสระ

สารสกัดจากลูกจันทน์ และดอกจันทน์ มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันรังสี

ปกป้องตับ

สารสกัดจากลูกจันทน์สามารถป้องกันตับจากการถูกทำลายเนื่องจากสารเคมีในสัตว์ทดลอง

ต้านอักเสบ

สารไมริสซิทินในลูกจันทน์มีคุณสมบัติในการต้านอักเสบ

การนำไปใช้ในการแพทย์แผนโบราณ

สรรพคุณของลูกจันทน์ได้แก่ มีฤทธิ์กระตุ้น ขับลม สมาน และบำรุงพลังเพศ(aphrodisiac) 

การใช้ในตำรับยาแผนโบราณได้แก่ ยาบำรุง ยาป้ายลิ้น ยาแก้ท้องเสีย(Antidiarrhoeal) ยารักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียร แก้ไข้มาเลเลีย รักษาข้ออักเสบ โรคปวดร้าวลงขา(Sciatica) และโรคเรื้อน(Leprosy)ระยะแรก

นอกจากนี้ลูกจันทน์ยังเป็น 1 ใน 3 สมุนไพร พิกัด ตรีพิษจักร ซึ่งประกอบไปด้วย ลูกจันทน์ ผักชีล้อม และกานพลู สรรพคุณคือ แก้ลม แก้พิษเลือด บำรุงโลหิต แก้ปวดท้อง จุกเสียด

ความเป็นพิษ

ไมริสซิทิน ในลูกจันทน์มีฤทธิ์หลอนประสาท โดยค่า NOEL (No Observed Effect Level) ของไมริสซิทินในหนูคือ 10 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 Kg

การบริโภคลูกจันทน์ครั้งเดียวในปริมาณมาก 1-3 ลูก หรือ 5-15 กรัมผงละเอียด(ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่ต้องการบริโภคเพื่อเสพติด) จะก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ โดยอาการมักเกิดขึ้นภายหลังการบริโภค 6 ชั่วโมงซึ่งอาจเริ่มจากมีผื่นแดงขึ้นที่ผิวหนัง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง รวมถึงอาการทางประสาทต่างๆได้แก่ เวียนหัว ประสาทหลอน(Hallucination) มีอาการบุคลิกภาพแตกแยก(Depersonalization)  ซึ่งโดยทั่วไปอาการจะค่อยๆดีขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามอาจมีอาการยาวนานกว่านั้น และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หมายเหตุ
โดยปรกติแล้วการใช้จันทน์เทศในรูปแบบต่างๆ เช่น เพื่อเป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหาร หรือเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาสมุนไพร จะมีปริมาณการใช้ที่น้อยกว่าปริมาณที่ก่อให้เกิดพิษ 


ที่มา

  1. Jaiswal, P., Kumar, P., Singh, V. K., & Singh, D. K. (2009). Biological Effects of Myristica fragrans. doi: http://dx. doi. org/10.5016/1806-8774.2009 v11p21.Annual Review of Biomedical Sciences, 11, 21-29.
  2. Sonavane, G. S., Palekar, R. C., Kasture, V. S., & Kasture, S. B. (2002). Anticonvulsant and behavioural actions of Myristica fragrans seeds. Indian Journal of pharmacology, 34(5), 332-338.
  3. Wahab, A., Haq, R. U., Ahmed, A., Khan, R. A., & Raza, M. (2009). Anticonvulsant activities of nutmeg oil of Myristica fragrans. Phytotherapy Research, 23(2), 153-158.
  4. Ayman A. Farghaly, Zeinab M. Hassan and Souria M. Donya. Ameliorative potential of Myristica fragrans extract as hypoglycemic agent on oxidative stress produced by diabetes mellitus in mice. Journal of American Science 2012; 8(1):183-189]. 
  5. Ozaki, Y., Soedigdo, S., Wattimena, Y. R., & Suganda, A. G. (1989). Antiinflammatory effect of mace, aril of Myristica fragrans Houtt., and its active principles. Japanese journal of pharmacology, 49(2), 155. 
  6. Lee, J. Y., & Park, W. (2011). Anti-inflammatory effect of myristicin on RAW 264.7 macrophages stimulated with polyinosinic-polycytidylic acid. Molecules,16(8), 7132-7142.
  7. Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives (WHO Food Additives Series 60). 06-21-10, http://www.inchem.org/documents/jecfa/jecmono/v60je01.pdf (cited 2012 september 26)
  8. "Myristicin / CAS No. 607-91-0" (pdf). Summary of data for chemical selection. NIH - National Toxicology Program / CSWG. 1997. Available : http://ntp.niehs.nih.gov/ntp/htdocs/Chem_Background/ExSumPdf/Myristicin_508.pdf [2013, September 16]
  9. Brenner, N., Frank, O. S., & Knight, E. (1993). Chronic nutmeg psychosis.Journal of the Royal Society of Medicine, 86(3), 179.
  10. Hallström, H., & Thuvander, A. (1997). Toxicological evaluation of myristicin.Natural toxins, 5(5), 186-192.